Growing of Cocoa การปลูกโกโก้

Cocoa growing environment

Climate: (Urquhart, 1961) states that Cocoa is a medium-sized perennial fruit tree. The height of the tree does not exceed 30 feet. It grows well in the climates of tropical countries, ranging from countries located at the equator to the countries with temperatures between 15-30 degrees Celsius
including countries at the latitude 20 degrees North in the South of China or up to 1,000 meters above sea level in Colombia and countries in the latitude 20 degrees South, such as Brazil. Normally, cocoa needs regular rainfall throughout the year in the rate between 1,000-3,000 millimeters per year. However, the appropriate rate should be in the range of 1,500-2,000 millimeters per year. Dry season should not last consecutively more than 3 months. In some growing areas with long period of dry season (3-5 months), water should be adequately supplied. Cocoa trees by nature do not need much sunlight but mostly they rely on the shade from other trees. The small trees need about 30% light and older trees need more light at about 70%. Fully mature Cocoa trees with dense leaves can grow well under the strong sunlight but the soil needs to be full of minerals or have adequate fertilizer. Wood (1980) states that cocoa needs sunlight to grow at a rate of 1,110-2,700 hours per year.

สภาพแวดล้อมในการปลูกโกโก้

ลักษณะภูมิอากาศ Urquhart (1961) กล่าวว่า โกโก้เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดกลาง ความสูงของต้นไม่เกิน 30 ฟุต เจริญเติบโตได้ดีในลักษณะภูมิอากาศของประเทศเขตร้อนชื้น(tropical)ตั้งแต่ประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตรจนถึงประเทศที่มีอุณหภูมิระหว่าง 15-30 องศาเซลเซียส เช่น ประเทศในแถบเส้นรุ้งที่ 20 องศาเหนือบริเวณตอนใต้ของประเทศจีน หรือสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,000 เมตร ในโคลัมเบีย และประเทศในแถวเส้นรุ้งที่ 20 องศาใต้ เช่นประเทศบราซิล ปกติต้นโกโก้ต้องการปริมาณน้ำฝนที่สม่ำเสมอตลอดปี ในอัตราระหว่าง 1,000-3,000 มิลลิเมตรต่อปี แต่อัตราที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วง 1,500-2,000 มิลลิเมตรต่อปี และฤดูแล้งไม่ควรติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน ในบางแหล่งปลูกที่มีระยะฤดูแล้งไม่ควรติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน ในบางแหล่งปลูกที่มีระยะฤดูแล้วยาวนานติดต่อกัน 3-5 เดือน ควรมีการให้น้ำช่วย ต้นโกโก้โดยธรรมชาติไม่ต้องการแสงแดดมากนัก และโดยมากมักอาศัยร่มเงาจากร่มไม้อื่น ในขณะขนาดต้นยังเล็กอยู่ต้องการแสงน้อยประมาณ 30% เมื่ออายุต้นมากขึ้นต้องการแสงมากขึ้นประมาณ 70% และเมื่อต้นโกโก้เจริญเติบโตเต็มที่มีใบปกคลุมต้นหนาแน่นแล้ว สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแสงแดดจัด แต่ดินปลูกต้องมีความอุดมสมบูรณ์หรือมีการให้ปุ๋ยอย่างพอเพียง Wood (1980) กล่าวว่าต้นโกโก้ต้องการปริมาณของแสงแดดในการเจริญเติบโตทั้งปีในอัตรา 1,110-2,700 ชั่วโมง

 

Soil Characteristics: The Cocoa garden should have a fairly deep soil layer and well drainage. The pH level of the soil is about 6.5. The Cocoa growing soil with pH of less than 5.5 is not very suitable. Cocoa growing soil with too much alkaline may cause Cocoa trees to lack some micro elements such as iron, zinc, and copper. Cocoa trees can withstand acidity and infertile soil well.  If the soil surface contains organic materials, they should not be less than 3 percent. The slope of the area should not exceed 6 percent. The appropriate depth of ground surface should be more than 1 meter and the
groundwater level should not be less than 90 centimeters from the ground surface. Cocoa trees can withstand the consecutive flood for 5 months. (Kitsana, 2002) says that falling Cocoa leaves cover soil in several layers, preventing soil loss from water washing down. For new cocoa growing areas. some field crops should be planted to increase the number of microorganisms in the soil. e.g. Allow the Mycorrhiza in soil to grow because it is beneficial to Cocoa because it helps Cocoa to extract Phosphorus very well.  In addition, after harvesting, Cocoa pods should be used as garden mulch to restore minerals back to the soil. One ton of Cocoa beans contain about 20 kg of nitrogen, 4 kg of phosphorus, and 10 kg of potassium. For growing Cocoa without shade, it is necessary to give nutrients to the soil twice as much of the Cocoa grown under the shade of other plants but the crop yield could increase three times. (Wood, 1980) says that Cocoa is a natural tropical plant, growing in the woods around Amazon river basin. In the past of chocolate production, it is necessary to gather resources in the forests for the processing without any maintenance. This is why the Cocoa yield is very low. Later on, when there was more commercial demand by the consumers, the concept to grow Cocoa under the shade of other plants was made to produce Cocoa for the industry (Kitsana, 2002) says plants giving shade to Cocoa trees are broadly divided into two categories:

 

ลักษณะดิน สวนโกโก้ควรมีชั้นดินลึกพอสมควร ระบายน้ำได้ดี มีระดับความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของเนื้อดินประมาณ 6.5 ดินปลูกโกโก้ที่มีระดับ pH ของเนื้อดินต่ำกว่า 5.5 ไม่ค่อยเหมาะสมมากนัก แต่ดินปลูกโกโก้ที่เป็นด่างมากเกินไป อาจทำให้ต้นโกโก้เกิดการขาดธาตุอาหารรอง (micro elements) บางชนิดได้ เช่น เหล็ก สังกะสี และทองแดง แต่พบว่าต้นโกโก้ สามารถทนต่อความเป็นกรด หรือดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ได้ดี ถ้าผิวดินมีอินทรียวัตถุมากพอสมควร และควรมีปริมาณอินทรียวัตถุ ไม่น้อยกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ มีความลาดเอียงของพื้นที่ไม่เกิน 6 เปอร์เซ็นต์ หน้าดินที่เหมาะสมควรลึกเกิน 1 เมตร ระดับน้ำใต้ดินไม่ควรต่ำกว่า 90 เซนติเมตร จากระดับผิวดิน ต้นโกโก้สามารถทนต่อสภาพน้ำท่วมขังติดต่อกันได้นานถึง 5 เดือน กิสณะ (2545) กล่าวว่าใบของต้นโกโก้ที่ร่วงปกคลุมดินเป็นชั้นทับถมกัน ช่วยป้องกันการสูญเสียหน้าดินจากการถูกชะล้างของน้ำได้เป็นอย่างดี สำหรับพื้นที่ปลูกโกโก้ที่เปิดใหม่ ควรทำการปลูกพืชไร่ก่อนเพื่อให้จุลินทรีย์ในดินได้มีเวลาเพิ่มปริมาณเสียก่อน เช่นปล่อยให้เชื้อ Mycorrhiza ในดินเจริญเติบโตเพราะเป็นประโยชน์ต่อต้นโกโก้ เนื่องจากช่วยให้ต้นโกโก้ดูดธาตุฟอสฟอรัสได้ดีเป็นพิเศษ นอกจากนี้ภายหลังการเก็บเกี่ยวควรใช้เปลือกของฝักโกโก้เป็นวัสดุคลุมดินในสวน เป็นการคืนธาตุอาหารแก่ดิน เปลือกโกโก้หนัก 1 ตัน มีธาตุไนโตรเจน ประมาณ 20 กิโลกรัม ธาตุฟอสฟอรัสประมาณ 4 กิโลกรัม และธาตุโปตัสเซียมประมาณ 10 กิโลกรัม โกโก้ที่ปลูกโดยไม่มีร่มเงาบัง ต้องให้ธาตุอาหารแก่ดินมากเป็น 2 เท่า ของโกโก้ที่ปลูกใต้ร่มเงาพืชอื่น แต่ผลผลิตจะเพิ่มเป็น 3 เท่าเช่นกัน  พืชร่มเงาโกโก้ Wood (1980) กล่าวว่าโกโก้เป็นพืชเขตร้อนตามธรรมชาติ พบเจริญเติบโตใต้ร่มเงาไม้ป่าแถบลุ่มน้ำอเมซอน ในอดีตการผลิตช็อกโกแลต ต้องเก็บผลผลิตจากป่าเพื่อนำมาแปรรูปโดยไม่มีการบำรุงรักษาจึงทำให้ต้นโกโก้ให้ผลผลิตต่ำ ต่อมาเมื่อความต้องการของผู้บริโภคในเชิงการค้ามีมากขึ้น จึงเกิดแนวคิดนำต้นโกโก้มาปลูกภายใต้ร่มเงาพืชอื่น เพื่อผลิตโกโก้ในเชิงอุตสาหกรรม กิสณะ (2545) กล่าวว่าปัจจุบันพืชร่มเงาโกโก้แบ่งกว้างๆ ได้ 2 ชนิดคือ

 

1.Temporary shading plant: Temporary shading plant should be easy to plant and grow fast. The crop yield can be consumed and sold locally. The age is usually not long at about 1 year on average.
For example, bananas, cassava, papaya, sugarcane and corn. Farmers will use temporary shading plants to provide shade to Cocoa seedlings that are still weak and have unstable foundation.     

Temporary shading plants may be cut down after the Cocoa has strong foundation or after the
harvest. After that, permanent shading plants will continue to shade Cocoa trees instead.

 

พืชร่มเงาชั่วคราว พืชร่มเงาชั่วคราวมักเป็นพืชที่ปลูกง่ายโตเร็ว ผลผลิตสามารถนำมาบริโภค และจำหน่ายได้ภายในท้องถิ่น มักมีอายุไม่ยาวนานนัก โดยเฉลี่ยจะมีอายุประมาณ 1 ปี ตัวอย่างเช่น กล้วย มันสำปะหลัง มะละกอ อ้อย และข้าวโพด เกษตรกรรมจะอาศัยพืชร่มเงาชั่วคราว เป็นพืชให้ร่มเงาโกโก้ในช่วงแรกที่ต้นกล้าโกโก้ยังไม่แข็งแรงและตั้งตัวยังไม่ได้ พืชร่มเงาชั่วคราวอาจถูกต้องตัดทิ้งภายหลังต้นโกโก้ตั้งตัวได้แล้ว หรือถูกตัดออกในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังจากนั้นพืชร่มเงาถาวรจะทำหน้าที่ให้ร่มเงาโกโก้ต่อไป

 

2. Permanent shading plant: Permanent shading plants for Cocoa should be perennial plants that last for many years. For countries using Cocoa as economic crop, permanent shading plants are usually planted for shading Cocoa trees. In each country, the shading plant types vary depending on the environment and natural plant resources available. Some Asian countries prefer to use of legumes such as Mata Raton, Coral tree and Acacia. In the past, Cocoa planting in southern Thailand prefer to use Coconut, Bitter bean and Rubber are used as permanent shading plants for Cocoa trees.  At the present, Cocoa research from Pomology Branch, Maejo University found that large economic orchards, such as lychee, longan and mango orchards in the North of Thailand as well as rambutan, durian, mangosteen, longkong, langsat and santol orchards in central Thailand could be used as suitable permanent shading plants for Cocoa. The space between the rows of trees or under the tree shade can grow Cocoa trees together like a forestry agriculture.  Cocoa trees could rely on the same production factors like the main trees and could bear flowers and fruits throughout the year. Moreover, it is found that Oil Moringa trees KPM-1 by Chaipatthana foundation can be a good
permanent shading plants for Cocoa trees. 

 

พืชร่มเงาถาวร พืชร่มเงาถาวรของสวนโกโก้ ควรเป็นพืชยืนต้นที่มีอายุยืนนานหลายปี ในประเทศผู้ปลูกโกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจ มักจะปลูกพืชร่มเงาถาวรสำหรับเป็นพืชร่มเงาให้ต้นโกโก้ พืชร่มเงาถาวรของต้นโกโก้ในแต่ละประเทศนั้น แตกต่างกันขึ้นกับสภาพแวดล้อมและแหล่งพันธุ์พืชที่สามารถหาได้ในแต่ละประเทศ บางประเทศในแถบเอเชีย นิยมใช้พืชตระกูลถั่ว เช่น แคฝรั่ง ทองหลาง และกระถิน ในอดีตแหล่งปลูกโกโก้บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย นิยมใช้มะพร้าว สะตอ และยางพารา เป็นพืชร่มเงาถาวรให้ต้นโกโก้ ปัจจุบันจากงานวิจัยโกโก้ของสาขาไม้ผล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พบว่าสวนไม้ผลเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สวนลิ้นจี่ ลำไย และมะม่วง ในเขตภาคเหนือ สวนเงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลางสาด และกระท้อน ในเขตภาคกลาง ของประเทศไทย สามารถใช้เป็นพืชร่มเงาถาวรให้กับต้นโกโก้ได้เป็นอย่างดี โดยบริเวณที่ว่างระหว่างต้นระหว่างแถวหรือบริเวณที่ว่างใต้ทรงพุ่ง ของต้นไม้ผลเศรษฐกิจขนาดใหญ่ สามารถปลูกต้นโกโก้ร่วมได้ในลักษณะของเกษตรป่าไม้ โดยต้นโกโก้สามารถอาศัยปัจจัยการผลิตร่วมกับพืชประธานและออกดอกติดผลตลอดปี นอกจากนี้ยังพบว่าต้นมะรุมน้ำมัน พันธุ์ PKM-1 ของมูลนิธิชัยพัฒนา สามารถเป็นพืชร่มเงาถาวรที่ดีของโกโก้

 

Cocoa planting can be done in three systems as follows;

                  1. Planting Cocoa as a monoculture 

                  2. Planting Cocoa as an intercropping plant for other economic crops.

                  3. Planting Cocoa as an intercropping plant in natural forest.

                

การปลูกโกโก้ การปลูกโกโก้ทำได้ 3 ระบบ คือ

                  1. การปลูกโกโก้เป็นพืชเชิงเดียว

                  2. การปลูกโกโก้เป็นพืชแซมของพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น

                  3. การปลูกโกโก้เป็นพืชแซมในสภาพป่าธรรมชาติ

 

1. Planting Cocoa as a monoculture

This type of planting requires temporary shading for Cocoa seedlings in the first year.  During this period the Cocoa seedlings are not strong enough and do not have the firm foundation. Later when Cocoa trees have firm foundation, temporary shading plants may be cut off after the harvest. After that, permanent shading plants will provide shade to Cocoa trees.  

 

1. การปลูกโกโก้เป็นพืชเชิงเดียว การปลูกลักษณะเช่นนี้ต้องสร้างร่มเงาชั่วคราวให้ต้นกล้าโกโก้ในระยะปีแรก ขณะที่ต้นกล้าโกโก้ยังไม่แข็งแรง ตั้งตัวยังไม่ได้ ภายหลังเมื่อต้นโกโก้ตั้งตัวได้แล้วพืชร่มเงาชั่วคราว อาจถูกตัดออกหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ต่อจากนั้นพืชร่มเงาถาวรจะทำหน้าที่ให้ร่มเงาโกโก้ต่อไป 

 

2. Planting Cocoa as an intercropping plant for other economic crops.

In this type of planting, Cocoa trees can be planted under one certain kind of economic crop or
under the shade of large economic crops such as coconut, lychee, longan, mango, durian, longkong, langsat and santol. Coconut and Oil Moringa has been found to be suitable for full grown Cocoa trees because Coconut and Oil Moringa are shading plants which are not opaque.  The sunlight can pass through the Coconut and Oil Moringa leaves more than 50%. Unlike other plants, we can grow Cocoa trees as intercropping plant in Coconut and Oil Moringa orchards for several years without cutting down Coconut and Oil Moringa. To grow Cocoa under the shade of Coconut trees, the planting distance of Coconut trees is 9 meters and the planting distance of Cocoa trees is 4.5 meters. In the area of 1 rai (1,600 square meters) area, the total number of Cocoa trees is 57. The Cocoa seedlings will be shaded by Coconut trees until they are stronger.      

 

2. การปลูกโกโก้เป็นพืชแซมของพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น การปลูกลักษณะเช่นนี้ เป็นการปลูกโกโก้ใต้พืชเศรษฐกิจชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือการปลูกโกโก้ใต้ร่มเงาของไม้ผลเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่นปลูกโกโก้ใต้ร่มเงามะพร้าว ลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง ทุเรียน เงาะ ลองกอง ลางสาด และกระท้อน การปลูกโกโก้ลักษณะเช่นนี้พบว่าพืชเศรษฐกิจที่ให้ร่มเงาได้เหมาะสมสำหรับต้นโกโก้ที่โตแล้ว คือ มะพร้าว และมะรุมน้ำมัน เนื่องจากมะพร้าว และมะรุมน้ำมัน เป็นพืชที่ให้ร่มเงาไม่ทึบแสง แดดสามารถส่องผ่านใบมะพร้าว และใบมะรุมน้ำมันได้เกิน 50% จึงสามารถปลูกโกโก้แซมในสวนมะพร้าวและสวนมะรุมน้ำมันได้นานหลายปี โดยไม่ต้องตัดมะพร้าว และมะรุมน้ำมันออก เหมือนพืชอื่น การปลูกโกโก้ใต้ร่มเงามะพร้าว โดยปลูกมะพร้าวใช้ระยะปลูก 9 เมตร และปลูกโกโก้ใช้ระยะปลูก 4.50 เมตร ในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะได้ต้นโกโก้ 57 ต้น ต้นกล้าโกโก้ขณะที่ยังเล็กจะได้ร่มเงาจากมะพร้าวช่วยบังแดดจนเติบโตแข็งแรง 

 

For Cocoa growing in Coconut orchards, digging larger hole is recommended to cut the coconut roots in order to prevent Coconut tree from scrambling fertilizer from Cocoa seedlings. For planting Cocoa trees as intercropping plant in Malaysia, The Coconut planting use the distance from 8 – 9 meters and 2 rows of Cocoa can be planted there. The planting space is 3x3 meters. Coconut trees’ age should be over 10 years because the trees will be high enough and the sunlight can pass through appropriately. Before planting Cocoa, the soil in planting area should be plowed to reduce weeds and to cut the Coconut’s roots. Then concealing the newly planted Cocoa seedlings with coconut leaves and putting all coir around the Cocoa seedlings to decrease the growth of weeds disturbing the newly planted Cocoa seedlings. However, the planting of Cocoa trees as intercropping plant in Rubber and Oil palm orchards in the South of Thailand was unsuccessful because the planting space of these two economic crops was too narrow and the shading was too thick. Although Cocoa trees grew well with the trunks and leaves, the yield was not worth much commercially. Therefore, to plant Cocoa trees as intercropping plant for other economic crops, it is important to consider the planting distance and space between the rows of other main economic crops as well.     

 

การปลูกโกโก้แซมในสวนมะพร้าว ควรขุดหลุมปลูกโกโก้ให้มีขนาดใหญ่กว่าปกติ เพื่อตัดรากมะพร้าวให้ขาด ป้องกันการแย่งปุ๋ยจากต้นโกโก้ที่มีขนาดเล็กอยู่ การปลูกโกโก้เป็นพืชแซมสวนมะพร้าวในประเทศมาเลเซีย ต้นมะพร้าวใช้ระยะปลูก 8-9 เมตร สามารถปลูกต้นโกโก้แซมได้ 2 แถว ระยะปลูก 3x3 เมตร ต้นมะพร้าวควรมีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป เพราะต้นจะสูงโปร่ง แสงแดดผ่านได้เหมาะสม ก่อนการปลูกโกโก้ควรมีไถกลับดินแปลงปลูกเพื่อลดวัชพืช และตัดรากมะพร้าว ทำการพรางแสงให้ต้นกล้าโกโก้ที่ปลูกใหม่ด้วยทางมะพร้าว และนำกาบมะพร้าวคลุมรอบต้นกล้าโกโก้ เพื่อลดการเจริญเติบโตของวัชพืชไม่ให้เข้าใกล้รบกวนต้นกล้าโกโก้ที่ปลูกใหม่ การปลูกโกโก้เป็นพืชแซมในสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากระยะปลูกปกติของพืชทั้งสองชนิดนี้ให้ร่มเงาทึบเกินไป ทำให้ต้นโกโก้เจริญเติบโตทางลำต้นและใบ แต่ให้ผลผลิตไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการปลูกโกโก้เป็นพืชแซมเศรษฐกิจชนิดอื่นต้องคำนึงถึงระยะปลูก และที่ว่างระหว่างต้นระหว่างแถวของพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ที่เป็นพืชประธานหรือพืชหลักด้วย

 

3. Planting Cocoa as an intercropping plant in natural forest.

This type of planting uses the shading from various plants with different sizes from small to large in the natural forest. Starting by cleaning the planting area to make space for planting Cocoa in the dry season  Cutting down all unwanted and unsuitable plants that will scramble with the nutrients for Cocoa trees as well as plants with the same disease and pests as Cocoa, plants with too thick shrub and plants without economic value. Then marking the planting area with symbol, digging up and dry the soil. In the raining season, the soil will have moisture and be ready for Cocoa planting. The suitable Cocoa seedlings should have the following characteristics;      

 

3. การปลูกโกโก้เป็นพืชแซมในสภาพป่าธรรมชาติ เป็นการปลูกโกโก้ภายใต้ร่มเงาจากไม้ป่าธรรมชาติซึ่งมีต้นไม้นานาชนิด ขึ้นปะปนกันทั้งต้นเล็ก และต้นใหญ่ การปลูกโกโก้ลักษณะนี้กระทำได้โดยเริ่มทำความสะอาดพื้นที่ป่าที่จะปลูกแซมด้วยโกโก้ในช่วงฤดูแล้ง โดยทำการตัดต้นไม้ที่ไม่ต้องการ ต้นไม้ที่ไม่เหมาะสมกับโกโก้ เช่น แย่งอาหารต้นโกโก้ พืชที่มีโรคและแมลงศัตรูชนิดเดียวกับโกโก้ พืชที่มีทรงพุ่มหนาทึบไม่เหมาะที่จะเป็นร่มเงาให้โกโก้ และไม้ป่าที่ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ จากนั้นดำเนินการปักหลักทำเครื่องหมายกำหนดจุดปลูกต้นโกโก้ ขุดหลุม และตากดิน เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝน พื้นที่มีความชุมชื้น จึงดำเนินการปลูกโกโก้ ต้นกล้าโกโก้ที่ปลูกควรมีลักษณะดังนี้

 

       1. Cocoa seedlings should be no less than 4-6 months after seedling.

       2. Cocoa seedlings should be about 50-60 cm high.

       3. Cocoa seedlings should have 3 tiered leaves.

       4. Cocoa seedlings should have complete root system with no bending.  

Prepare a hole to growing with width x length x depth at about 30 centimeters, leave the hole for drying about 1 month. Dig up the soil to mix with manure or compost well and then pour the mixed soil back into the hole fully. Using a knife to cut along the side of the Cocoa nursery bag and then pull the bag out. Be careful not to break the soil at the Cocoa seedlings because this could damage the roots. Cut off the bending tip of the taproot and then open the hole and then put cocoa seedlings in the middle of the hole and put in the soil to close up the hole. Tie up Cocoa seedlings with the wood and rope tightly. Watered the soil enough to use shovel vertically to cut other root crops within a 50 cm radius from the base of cocoa tree to a depth of about 15 cm to prevent other tree roots from harming the newly planted cocoa trees. In general, Cocoa growing takes about 3x3m. Some farmers may use planting space of 2.50x2.50 meters with genuine breed of cocoa seedlings.

 

1. ต้นกล้าโกโก้ควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 4-6 เดือน หลังจากเพาะเมล็ด

2. ต้นกล้าโกโก้ควรมีความสูงของต้นประมาณ 50-60 เซนติเมตร

3. ต้นกล้าโกโก้ควรมีใบแตกได้ 3 ฉัตร

4.ต้นกล้าโกโก้ควรมีระบบรากสมบูรณ์ ไม่คดงอ ก่อนการปลูกโกโก้ต้องเตรียมหลุมปลูกให้มีความกว้าง x ยาว x ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร ตากหลุมทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน แล้วนำดินบนที่ขุดขึ้นมาผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้ทั่วจากนั้นเกลี่ยลงหลุมให้เต็ม ใช้มีดกรีดตามแนวข้างถุงเพาะชำโกโก้ แล้วดึงถุงพลาสติกออก ระวังอย่าให้ดินที่เพาะต้นโกโก้แตกกระจาย เพราะจะทำให้รากได้รับความกระทบกระเทือน ทำการตัดปลายรากแก้วที่คดงอออกทิ้ง จากนั้นทำการเปิดหลุมแล้วนำต้นกล้าโกโก้ลงปลูกตรงกลางหลุม เกลี่ยดินกลบให้มิด ยึดต้นกล้าโกโก้กับหลักไม้ด้วยเชือกให้แน่น รดน้ำพอชุ่มใช้จอบหรือพลั่วแทงดินในแนวดิ่ง เพื่อตัดรากพืชอื่นที่มีอยู่ในรัศมี 50 เซนติเมตร จากโคนต้นโกโก้ให้ลึกลงไปในดินประมาณ 15 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้รากต้นไม้อื่นเข้ามาทำอันตรายต้นกล้าโกโก้ที่ปลูกใหม่ การปลูกโกโก้โดยทั่วไปใช้ระยะปลูก 3x3 เมตร บางแหล่งปลูกอาจใช้ระยะปลูก 2.50x2.50 เมตร กับต้นกล้าโกโก้สายพันธุ์แท้

 

The purposes of pruning are as follow;

1. To get the proper shrub for cocoa trees.

2. To make it easier for working in the Cocoa orchard.

3. To reduce the outbreak of diseases and pests

4. To get high yields.

 

         การตัดแต่งกิ่ง มีจุดประสงค์สำคัญคือ

1. เพื่อให้ได้ทรงพุ่มของต้นโกโก้ที่เหมาะสม

2. เพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติงานในสวนโกโก้

3. เพื่อลดการระบาดของโรคและแมลง

4. เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง 

 

(Somchai and Sermsak, 1990) reports that typically Cocoa trees grow from bean into single stems at about 12-18 months after planting. At the height about 1.5-2.0 m, Cocoa will stop growing for a while to create canopy or Jorquette, the tips will split into 3-5 branches to the side. After that, a branch is created under the canopy or Jorquette. This new branch is called "Chupon". After the new branch grows for a while, it stops to create a new canopy or new Jorquette. the tips will split into 3-5 branches to the side like the first time. This is the nature of Cocoa which grows higher in many layers. Hence, pruning of Cocoa is technically necessary and important to create prosper Cocoa orchards with high yield. Observing shape of the shrub by the principles that the tree should be high and have
appropriate airflow. To maintain the Cocoa orchard in perfect condition and always give high yield, follow these steps; 

 

สมชาย และเสริมศักดิ์ (2533) รายงานไว้ว่า โดยปกติต้นโกโก้ที่ปลูกจากเมล็ดจะเจริญเติบโตเป็นลำต้นเดี่ยวจนถึงอายุประมาณ 12-18 เดือนหลังปลูก หรือที่ระดับความสูงของต้นประมาณ 1.5-2.0 เมตร ต้นโกโก้จะหยุดการเจริญเติบโตทางส่วนสูงระยะหนึ่ง เพื่อสร้างเรือนยอด หรือจุดคาคบ (Jorquette) โดยยอดจะแตกออกเป็นกิ่งแขนงออกไปทางด้านข้างประมาณ 3-5 กิ่ง หลังจากนั้นอีกระยะหนึ่งจะเกิดกิ่งกระโดงบริเวณใต้จุดที่สร้างเรือนยอดหรือจุดคาคบ กิ่งกระโดงใหม่นี้เรียกว่า “ชูพอน (Chupon) ” กิ่งกระโดงใหม่นี้เจริญเติบโตได้ระยะหนึ่งก็จะหยุดเพื่อสร้างเรือนยอดหรือจุดคาคบใหม่ แตกกิ่งข้าง 3-5 กิ่ง เหมือนครั้งแรก ลักษณะเช่นนี้เป็นธรรมชาติของต้นโกโก้ซึ่งเจริญเติบโตเป็นชั้นๆ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้นการตัดแต่งกิ่งโกโก้จึงมีความจำเป็น และสำคัญมากในการสร้างสวนโกโก้ให้มีความอุดมสมบูรณ์และให้ผลผลิตสูง การตัดแต่งกิ่งโกโก้จึงจำเป็นต้องอาศัยเทคนิค และการสังเกตทรงพุ่มต้น โดยยึดหลักการว่าควรให้ทรงต้นโกโก้โปร่งพอดี หลักการในการตัดแต่งดูแลสวนโกโก้ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และให้ผลผลิตสูงอยู่เสมอ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

 

1. When the Cocoa tree has offshoot at the base, cut all offshoots and Chupon out. Pruning Chupon branches should be done every 2-4 months.

 

1. เมื่อต้นโกโก้มีหน่อเกิดขึ้นบริเวณโคนต้นให้ตัดหน่อหรือกิ่งกระโดง (chupon) ใหม่ ออกให้หมดการตัดแต่งกิ่ง chupon ออกควรทำทุก 2-4 เดือน

 

2. When the Cocoa shrub is too low. The new offshoot must be left to make a new trunk with the appropriate height of the canopy or Jorquette.

 

‘2. เมื่อต้นโกโก้สร้างพุ่มเตี้ยเกินไป จะต้องเลี้ยงหน่อที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นลำต้นใหม่ที่มีขนาดความสูงของเรือนยอดหรือคาคบที่พอเหมาะ

 

3. When the Cocoa trees have vignette branches inside the shrub. Those branches need to be pruned to make airflow.

 

3. เมื่อต้นโกโก้มีกิ่งแขนงขึ้นสะเปะสะปะภายในทรงพุ่ม ต้องตัดแต่งกิ่งเหล่านั้นเพื่อให้ทรงต้นโปร่ง

 

4. When the main stem of the Cocoa is broken or the top is damaged by diseases or pests, it should be cut off at a height of 20-30 cm above the ground. Mend the cut with white or red powder and then let the new offshoots to grow. When the new offshoots grow well enough, 2-3 of the strongest offshoots outside of the original cocoa tree are selected. Plow around the base of the tree. Cut the shrub and let just one offshoot to grow.

 

4. เมื่อลำต้นหลักของโกโก้แตกหักหรือยอดถูกทำลายหรือไม่แข็งแรงอาจเกิดจากถูกโรค แมลงเข้าทำลาย ควรตัดออกในระยะที่สูงจากพื้นดิน 20-30 เซนติเมตร ทาแผลด้วยปูนขาวหรือปูนแดง จากนั้นปล่อยให้เกิดหน่อใหม่ และเมื่อหน่อใหม่เจริญเติบโตควรคัดเลือกหน่อที่แข็งแรงที่สุด 2-3 หน่อที่อยู่รอบนอกของต้นโกโก้เดิม แล้วพูนดินรอบๆ โคนต้น และเมื่อแตกทรงพุ่มจึงตัดให้เหลือไว้เพียงหน่อเดียวหรือต้นเดียว

 

5. When the top of cocoa is damaged, cut the damaged part to make new offshoots and pick one of the strongest offshoots while the remaining offshoots are removed. In the first year of planting, the branches should be pruned every 60 days to allow Cocoa to grow and create the canopy or Jorquette at the height of 1.5-2.0 meters for the first time. The second branch (Chupon) need to be pruned as it will hinder the growth of the first canopy. In case the canopy has too many branches, some of them need to be cut to make better airflow. Dried branches and branches infested with diseases or
pests need to be removed immediately. Such practice helps Cocoa trees grow fully and completely. For Cocoa with fruits, the big pruning will be done after the large harvest.  The problem that cocoa farmers are always experiencing in Cocoa pruning is that selection unsuitable time for Cocoa pruning causes Cocoa tree to bud more young leaves. Hence, more nutrients in the tree are required by the young leaves and this affect the number of Cocoa fruits in that season.    

 

5. เมื่อยอดโกโก้ถูกทำลาย ให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายออกเพื่อให้แตกหน่อใหม่และเลือกหน่อที่แข่งแรกไว้ 1 หน่อ เพื่อให้เป็นลำต้นใหม่ ส่วนหน่อที่เหลือให้ตัดทิ้ง ในปีแรกของการปลูกควรทำการตัดแต่งกิ่งรอบๆ ทรงต้นของโกโก้ทุก 60 วัน เพื่อช่วยให้ต้นโกโก้เจริญเติบโตและตั้งเรือนยอดหรือจุดคาคบ (Jorquette) ครั้งแรกให้ได้ระดับความสูง 1.5-2.0 เมตร และเป็นการตัดแต่งกิ่งกระโดงที่ 2 (Chupon) ออกด้วย เพราะกิ่งนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของเรือนยอดแรก กรณีเรือนยอดมีกิ่งก้านมากเกินไป ต้องตัดออกบ้างเพื่อให้ทรงพุ่งโปร่ง มีการระบายอากาศแสงแดดสามารถส่องได้ทั่วถึง กิ่งแห้งหรือกิ่งที่เป็นโรค แมลงทำลายควรตัดทิ้งทันที การปฏิบัติดังกล่าวจะช่วยทำให้ต้นโกโก้เจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่ สำหรับต้นโกโก้ที่ให้ผลผลิตแล้ว การตัดแต่งกิ่งครั้งใหญ่จะปฏิบัติเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตชุดใหญ่หมดแล้ว ปัญหาที่เกษตรกรชวนสวนโกโก้ประสบอยู่เสมอในการตัดแต่งกิ่งโกโก้ได้แก่ การเลือกช่วงเวลาของการตัดแต่งไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้ต้นโกโก้ได้แก่ การเลือกช่วงเวลาของการจัดแต่งไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้ต้นโกโก้แตกใบอ่อนออกมาเป็นจำนวนมาก อาหารในต้นถูกดึงไปใช้ส่งผลต่อการติดผลของต้นโกโก้ในฤดูกาลดังกล่าว

 

The management of shading plants for Cocoa trees: The more age of shading plants, the bigger their shrubs will grow and Cocoa trees receive less light. A study by Wood (1980) shows the yield amount of Cocoa grown under dense shading and Cocoa trees receive less sunlight. When the shading tree are removed, the yields of cocoa doubled. However, it is not recommended to cut shading plants all at once because it costs a lot of money and is very complicated in practice. The appropriate way is pruning shading plants partially.  Here is an example of good practice. Cocoa orchards with Thonglor Immortells as shading plants with planting space of 4.20x4.20 meters. When these shading plants reach at the age of 10-15 years, some of these plants are removed. Then the planting distance is 4.20x8.40 meters. In the next few years, more plants are removed to make a planting distance of 8.40x8.40 meters. remove the shading plants, logging with knife is not advised since the logs could damage Cocoa trees. (Kitsana, 2002) recommends using concentrated organic solution the shading plants will be dead and gradually decayed. This way the damage to Cocoa will be less. Reduce the shade of shading plants and increase organic fertilizer for Cocoa trees will be the way to make the higher yield of Cocoa. This method is very popular for Cocoa planting sites in Brazil. The number of shading plants should be reduced gradually that Cocoa trees have more time to adapt themselves to the increasing intensity from the sun. Full grown Cocoa trees can withstand sunlight. The cocoa trees grow larger and have more leaves.  Cocoa leaves outside the shrub help cover the sunlight to cocoa leaves within the shrub. This can be called "Self shading"

 

          การบริหารจัดการพืชร่มเงาโกโก้ พืชร่มเงาโกโก้เมื่ออายุต้นเพิ่มขึ้น ทรงพุ่มจะขยายใหญ่มากขึ้น และส่งผลให้ต้นโกโก้ได้รับแสงน้อยลง จากการศึกษาของ Wood (1980) แสดงให้เห็นว่าผลผลิตของโกโก้ที่ปลูกภายใต้ร่มเงาที่หนาทึบได้รับแสงแดดน้อย เมื่อนำร่มเงาที่บังต้นโกโก้ออก ผลผลิตของต้นโกโก้จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แต่ไม่แนะนำให้ตัดพืชร่มเงาโกโก้ออกทั้งหมด ในครั้งเดียว เพราะเสียค่าใช้จ่ายสูง และยุ่งยากในการปฏิบัติ วิธีที่เหมาะสมคือ การตัดแต่งกิ่งของพืชร่มเงาออกเพียงบางส่วน ตัวอย่างของการปฏิบัติที่ได้ผลดีคือ ในพืชที่ปลูกต้นทองหลาง Immortells เป็นพืชร่มเงาโกโก้โดยใช้ระยะปลูก 4.2x4.2 เมตร หลังจากปลูกเมื่ออายุ 10-15 ปี ควรกำจัดให้เหลือต้นเว้นต้น ระยะปลูกของพืชร่มเงาจะกลายเป็น 4.20x8.40 เมตร หลังจากนั้นสองปีต่อมาควรกำจัดอีกให้เหลือระยะปลูก 8.40x8.40 เมตร ในการกำจัดพืชร่มเงาโกโก้ ไม่ควรกำจัดโดยใช้มีดตัดโค่น เพราะเมื่อพืชร่มเงาล้มลงมาอาจทำความเสียหายต่อต้นโกโก้ได้ กิสณะ(2545) แนะนำไว้ว่า ควรใช้สารอินทรีย์เข้มข้นกำจัด เพราะพืชร่มเงาจะตายและค่อยๆ ผุ หล่นลงมาสร้างความเสียหายต่อต้นโกโก้ได้น้อยกว่า การลดร่มเงาของพืชร่มเงาโกโก้พร้อมกับการให้ปุ๋ยอินทรีย์แก่ต้นโกโก้เพิ่มขึ้น เป็นวิธีการที่ทำให้ผลผลิตของโกโก้สูงขึ้น นิยมปฏิบัติกันมากในแหล่งปลูกโกโก้ของประเทศบราซิล แต่พืชร่มเงาของโกโก้ควรลดปริมาณลงอย่างช้าๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ต้นโกโก้มีเวลาปรับตัวเข้ากับสภาวะแสดงแดดที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับต้นโกโก้ที่เจริญเติบโตเต็มที่ตั้งตัวได้แล้ว ต้นโกโก้จะสามารถทนแสงแดดจัดได้ โดยต้นโกโก้ที่โตเต็มที่ทรงต้นขยายใหญ่ขึ้น จำนวนใบมีมากขึ้น และใบโกโก้ด้านนอกทรงพุ่มจะทำหน้าที่ช่วยบังแสงแดดให้ใบโกโก้ด้านใน เรียกลักษณะเช่นนี้ว่า “ร่มเงาตัวเอง” (Self shading)”

 

The notable pests for Cocoa are the following;

         แมลงศัตรูสำคัญของโกโก้ ได้แก่

1. Mirids (Scientific name: Heelopeltis clavifer walk.). This is sucker type insect with the full grown size of size 4.5-6 mm.  The body color is brown and black. The back color is yellow or orange and green. The transparent wings have some black lines. The distinctive feature is tentacles which are about twice as long as the body. Regarding the way of destruction, embryos and full grown mirids will use their mouths to suck out nutrients from the fruits and young leaves. Before sucking nutrients, the mirid s will release saliva which was toxic to plant’s tissues and this could create some black spots in the large area to be the channel for the germs to rot the fruit especially in rainy season. A mirid can suck nutrients and creates up to 50 black spots per day. Moreover, it can damage the top bud of Cocoa and leave them wither. To prevent this pest, pruning the shrub to prevent mirids from hiding. This is also good for better ventilation, decreases the humidity in the planting area and provides easier accessibility to the garden. Another good way is to grow some plants to lure mirids such as acacia or beans. When the groups of mirids are found, use net or trap to capture mirids and then destroy them. Their natural enemy such as red ants and cicadas. Furthermore, the remaining damaged Cocoa fruits should be destroyed so that they cannot be breeding grounds for mirids.       

     1. มวนโกโก้ (Mirids) ชื่อวิทยาศาสตร์ Heelopeltis clavifer walk. เป็นแมลงจำพวกปากดูด ตัวโตเต็มที่ ขนาด 4.5-6 มิลลิเมตร ลำตัวสีน้ำตาลดำ หลังมีสีเหลือง หรือสีเขียวส้ม ปีกใสมีเส้นปีกสีดำ ลักษณะเด่นชัด มีหนวดยาวกว่าลำตัวประมาณ 2 เท่า ลักษณะการเข้าทำลาย ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของมวนโกโก้ จะใช้ปากเจาะดูดกินน้ำเลี้ยงจากผลและยอดอ่อนโกโก้ โดยก่อนดูดกินน้ำเลี้ยง มวนโกโก้จะปล่อยน้ำลายลงไปก่อน น้ำลายของมวนโกโก้เป็นพิษต่อเนื้อเยื่อพืช ทำให้เกิดเป็นรอยแผลสีดำเป็นบริเวณกว้าง และเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าทำลายทำให้ผลเน่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน มวนโกโก้ตัวหนึ่งจะดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้เกิดแผลจุดดำได้ถึง 50 จุดต่อวัน นอกจากนี้มวนโกโก้ ยังเข้าทำลายยอดอ่อนของต้นโกโก้ ทำให้ยอดเหี่ยว วิธีการป้องกันกำจัด ตัดแต่งทรงพุ่มต้นให้โปร่ง เพื่อป้องกันการหลบซ่อนของมวนโกโก้ และให้มีการระบายอากาศที่ดี ลดความชื้นในแปลงปลูก การเข้าไปสำรวจสวนโกโก้ทำได้สะดวกรวดเร็ว หรืออาจปลูกพืชล่อ เช่น กระถิน หรือ ถั่ว เมื่อมวนโกโก้รวมตัวกันให้ใช้สวิงดักจับแล้วทำลายทิ้ง อาจใช้ศัตรูธรรมชาติช่วยในการป้องกันกำจัด เช่น มดแดง และจักจั่นเท นอกจากนั้นควรทำลายผลโกโก้ที่ตกค้างเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งขยายพันธุ์ของมวนโกโก้

 

2. Aphids (Scientific name: Empoasca devastans). This is sucker type insect with the body size of 1 mm. The body color is ranging from dark brown to black. They and have wings or be wingless. The female aphids may give birth without mating. The life cycle is about 3 – 5 days.  Regarding the way of destruction, the larvae and full grown aphids suck nutrients from the top of a Cocoa tree and young fruits. This could distort the shape of Cocoa fruits. The methods to eliminate this pest are to prune the trees so they cannot live there or burning carrier ants that spread the outbreak of aphids. For light outbreak, aphids can be crushed by hand.    

     2. เพลี้ยอ่อน (Aphids) ชื่อวิทยาศาสตร์ Empoasca devastans เป็นแมลงปากดูด ขนาดลำตัว 1มิลลิเมตร ตัวสีน้ำตาลเข้มถึงดำมีทั้งชนิดมีปีก และไม่มีปีก เพลี้ยอ่อนตัวเมียอาจมีลูกได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ วงจรชีวิตประมาณ 3-5 วัน ลักษณะการเข้าทำลาย ตัวอ่อนและตัวแก่ของเพลี้ยอ่อน จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อนโกโก้และผลอ่อนโกโก้ทำให้ผลบิดเบี้ยวเสียรูปทรง วิธีป้องกันกำจัด ตัดแต่งกิ่งและต้นไม่ให้แมลงอาศัย เผาทำลายกำจัดมดที่เป็นพาหะในการแพร่ระบาดของเพลี้ยอ่อน ถ้ามีการระบาดไม่มากนักให้ใช้มือจับบี้หรือขยี้ทิ้ง 

 

Animals: In some planting sites a new forest area or cocoa planting sites near the forest. Some wild animals such as rats, squirrel and musk which destroy crops and this is even worse than the disease and insects. These important animals are; 

สัตว์ศัตรูโกโก้ ในบางแหล่งปลูกโกโก้ เช่นพื้นที่ป่าเปิดใหม่ หรือแปลงปลูกโกโก้ที่ติดกับชายป่า อาจพบปัญหาการเข้าทำลายผลผลิตจากสัตว์ศัตรูโกโก้เป็นสัตว์ป่า เช่น หนู กระรอก และชะมด ซึ่งเป็นศัตรูพืชที่ทำลายผลผลิต และเป็นปัญหายิ่งกว่าโรค และแมลงเสียอีก สัตว์ศัตรูโกโก้ที่สำคัญได้แก่

 

1. Rat The most common types of rats found to be harmful to cocoa fruits are the large rat and black rat. Regarding the way of destruction, rats will eat ripen and almost ripen Cocoa fruits by eating fruit pulp and beans from within. Bite marks of rats are larger than those of squirrel and musk. How to prevent this damage:  when traces of rats such as footprints, waste, plant debris are found, use poison bait or instant rat killing chemical such as stom, clerat. The use volume is 40 – 50 pieces per 1 rai (1,600 square meter) to lure rats to eat. Poison baits should be placed 6 times consecutively. The first four times will be placed every 15 days. After that poison baits should be placed every month. If there are the large number of rats damage the crops, poison baits should be placed 8 – 10 times. Alternatively, trapping and shooting method can be used. Lastly, cleaning around the Cocoa orchard is recommended.  

 

1. หนู หนูที่พบมากและทำอันตรายต่อโกโก้ ได้แก่ หนูพุกใหญ่ และหนูท้องขาวบ้าน ลักษณะการทำลาย หนูจะกัดกินผลโกโก้ที่สุกหรือเริ่มจะสุก โดยกัดกินเนื้อและเมล็ดภายใน ลักษณะรอยกัดแทะของหนูจะกว้างกว่ารอยกัดแทะของกระรอก วิธีการป้องกันกำจัด เมื่อสำรวจพบร่องรอยการทำลายของหนู เช่น ทางเดิน มูลหนู เศษซากพืช ให้ใช้เหยื่อพิษ หรือสารกำจัดหนูสำเร็จรูป เช่น สะตอม, คลีแร็ท อัตราการใช้ 40-50 ก้อน/ไร่ วางล่อให้หนูมากินเหยื่อ โดยวางเหยื่อพิษ 6 ครั้งติดต่อกัน ทั้งนี้ 4 ครั้งแรกวางเหยื่อทุก 15 วัน หลังจากนั้นวางเหยื่อห่างกันประมาณ 1 เดือน ถ้าพบว่าสวนโกโก้มีหนูระบาดทำลายผลผลิตมากให้วางเหยื่อ 8-10 ครั้ง หรืออาจใช้วิธีกล เช่น วางกับดัก และซุ่มยิง แต่ควรมีการรักษาความสะอาดรอบบริเวณสวนโกโก้อยู่เสมอ

 

2. Squirrels and Musk are rodent animals which has the same habit as rat. Regarding the way of destruction, they often nest on Cocoa trees and select to destroy only ripen Cocoas. The bite marks that destroy Cocoa are smaller than those made by rats but squirrel will bite almost all beans within. How to prevent this damage: Clean the cocoa orchard. Do not let the bushes or vines to grow enough for the squirrels and the musk to make nest. Cut Cocoa shrub to make more airflow. When traces of destruction are found, lay some traps along the traces.

 

2. กระรอก และชะมด เป็นสัตว์ฟันแทะ มีอุปนิสัยในการกัดแทะเช่นเดียวกับหนู ลักษณะการทำลาย กระรอกมักทำรังอยู่ที่สูงบนต้นโกโก้ และเลือกทำลายผลโกโก้สุกเท่านั้น รอยแผลที่ทำลายผลโกโก้จะเล็กกว่ารอยกัดแทะของหนู แต่กระรอกจะกัดแทะเมล็ดภายในผลเกือบหมอ วิธีการป้องกันกำจัด รักษาความสะอาดบริเวณสวนโกโก้ และอาณาบริเวณโดยรอบอย่าปล่อยให้มีพุ่มไม้หรือเถาวัลย์ที่พอจะให้กระรอกและชะมดอาศัยทำรังได้ ตัดแต่งกิ่งโกโก้ให้โปร่ง เมื่อพบร่องรอยการทำลายให้ใช้กับดักวางล่อตามร่องรอยที่พบ

 

Harvesting index and Cocoa harvesting: This means freshly harvested cocoa from the tree and open ripe fruits to remove the wet beans. When the cocoa ripen. The green fruit will change color from  green to yellow and the red fruit will change color from red to yellow and orange. Cocoa should be harvested when the color start to change. This the suitable ripe state.  In accordance with the study of Sun (2013) found that Forastero Cocoa and hybrid Cocoa I.M. 1 planted at Pomology branch, Maejo University can use the fruit’s age and fruit color as  harvest index. Cocoa should be harvested when the two varieties are 120-150 days after full bloom. And the color changes to yellow and yellow and orange. Average fruit weight, average number of beans, average bean size, average bean weight and highest average of cocoa butter. There is no statistical difference. When the two cocoa beans are fermented and roasted to give the aroma and taste of chocolate. Cocoa harvesting should be
harvested when color start to change. The duration of the cocoa ripe appropriately. Damaged cocoa should be removed out of the plots. In addition, harvesting Cocoa too soon will cause incomplete fermentation. The temperature of cocoa fermentation is slow and the fat percentage of cocoa beans is low. Cocoa butter fat is formed in the last 6 weeks before the cocoa ripens to 50 percent. Cocoa is cut from the tree by using special scissors with long handle and must be carefully cut. Not to damage the cocoa flowers on the tree, which will grow in the next generation. In each harvesting, it is important to consider the yield of wet beans whether they are sufficiently high enough to enter the fermentation process. (Kitsana, 2002) says that each cocoa fermentation requires 100 kg of wet beans for a small cocoa plantation. It may take more than one month to collect enough yields for fermentation. Leaving Cocoa fruits on the tree for a long time, the yield may be affected by rotting disease, rodents,
squirrels, eating mites and some cocoa beans may grow inside the fruit.

          ดัชนีการเก็บเกี่ยวและการเก็บเกี่ยวโกโก้ การเก็บเกี่ยวโกโก้ หมายถึง การปลิดผลสุกสดออกจากต้นโกโก้ และแกะผลสุกเพื่อเอาเมล็ดเปียกออก เมื่อผลโกโก้สุก ผลจะเปลี่ยนสีจากผลดิบสีเขียว จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและผลดิบสีแดงจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้ม การเก็บเกี่ยวผลโกโก้ ควรเก็บเกี่ยวเมื่อผลเริ่มเปลี่ยนสี จึงสุกพอเหมาะ โดยเมื่อโกโก้สุกผลจะเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และผลโกโก้ที่มีสีแดงจะเปลี่ยนเป็นสีส้มเหลือง สอดคล้องกับการศึกษาของ สัณห์ (2556) ที่พบว่าผลโกโก้พันธุ์ Forastero และพันธุ์ลูกผสม I.M. 1 ปลูกบริเวณสาขาไม้ผล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สามารถใช้อายุผลและสีผลเป็นดัชนีการเก็บเกี่ยวได้ โดยควรเก็บเกี่ยวเมื่อผลโกโก้ทั้ง 2 พันธุ์มีอายุผล 120-150 วัน หลังดอกบานเต็มที่ และสีผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และส้มเหลือง จะให้น้ำหนักผลเฉลี่ย จำนวนเมล็ดเฉลี่ย ขนาดเมล็ดเฉลี่ย น้ำหนักเมล็ดเฉลี่ย และปริมาณน้ำมันของเมล็ดเฉลี่ยสูงสุด และไม่แตกต่างกันทางสถิติ เมื่อนำเมล็ดโกโก้ทั้ง 2 พันธุ์ ไปหมัก และคั่วบดจะให้กลิ่นหอมและรสชาติของช็อกโกแลต การเก็บเกี่ยวโกโก้ควรเก็บเกี่ยวเมื่อผลเริ่มเปลี่ยนสี เป็นระยะเวลาที่ผลโกโก้สุกพอเหมาะ ควรเก็บเกี่ยวผลโกโก้เน่าเสียหายออกทิ้งทำลายนอกแปลง นอกจากนี้การเก็บเกี่ยวผลโกโก้ที่ยังแก่ไม่เต็มที่จะเป็นสาเหตุทำให้กระบวนการหมักของเมล็ดไม่สมบูรณ์ อุณหภูมิของการหมักเมล็ดโกโก้สูงช้าและเปอร์เซ็นต์ไขมันของเมล็ดโกโก้ต่ำ เนื่องจากไขมันในเมล็ดโกโก้จะก่อตัวในช่วง 6 สัปดาห์สุดท้ายก่อนผลโกโก้สุกถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ในการเก็บเกี่ยวผลโกโก้ ผลโกโก้จะถูกตัดออกจากต้นโดยใช้กรรไกรชนิดพิเศษที่มีด้ามยาว และต้องตัดอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เกิดความเสียหายกับดอกโกโก้ที่ติดอยู่บนต้นซึ่งจะเจริญเติบโตเป็นผลในรุ่นต่อๆ ไป การเก็บเกี่ยวโกโก้แต่ละครั้งต้องพิจารณาดูว่า ผลผลิตเมล็ดเปียกมีปริมาณมากพอที่จะเข้าสู่กระบวนการหมัก กิสณะ(2545) กล่าวว่าการหมักเมล็ดโกโก้แต่ละครั้งต้องใช้เมล็ดเปียกจำนวน 100 กิโลกรัม สำหรับสวนโกโก้ขนาดเล็ก อาจต้องใช้เวลาเก็บเกี่ยวแต่ละครั้งห่างกันเกิน 1 เดือน เพื่อรวบรวมผลผลิตให้เพียงพอสำหรับหมัก ดังนั้นการปล่อยให้ผลโกโก้สุกรอค้างบนต้นนานๆ ผลผลิตอาจเกิดความเสียหาย จากโรคผลเน่า สัตว์ฟันแทะจำพวก กระรอก หนู กัดกินและอาจพบเมล็ดโกโก้งอกภายในผล

Cocoa growing environment

 

Climate: (Urquhart, 1961) states that Cocoa is a medium-sized perennial fruit tree. The height of the tree does not exceed 30 feet. It grows well in the climates of tropical countries, ranging from countries located at the equator to the countries with temperatures between 15-30 degrees Celsius
including countries at the latitude 20 degrees North in the South of China or up to 1,000 meters above sea level in Colombia and countries in the latitude 20 degrees South, such as Brazil. Normally, cocoa needs regular rainfall throughout the year in the rate between 1,000-3,000 millimeters per year. However, the appropriate rate should be in the range of 1,500-2,000 millimeters per year. Dry season should not last consecutively more than 3 months. In some growing areas with long period of dry season (3-5 months), water should be adequately supplied. Cocoa trees by nature do not need much sunlight but mostly they rely on the shade from other trees. The small trees need about 30% light and older trees need more light at about 70%. Fully mature Cocoa trees with dense leaves can grow well under the strong sunlight but the soil needs to be full of minerals or have adequate fertilizer. Wood (1980) states that cocoa needs sunlight to grow at a rate of 1,110-2,700 hours per year.

 

 สภาพแวดล้อมในการปลูกโกโก้

                ลักษณะภูมิอากาศ Urquhart (1961) กล่าวว่า โกโก้เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดกลาง ความสูงของต้นไม่เกิน 30 ฟุต เจริญเติบโตได้ดีในลักษณะภูมิอากาศของประเทศเขตร้อนชื้น(tropical)ตั้งแต่ประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตรจนถึงประเทศที่มีอุณหภูมิระหว่าง 15-30 องศาเซลเซียส เช่น ประเทศในแถบเส้นรุ้งที่ 20 องศาเหนือบริเวณตอนใต้ของประเทศจีน หรือสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,000 เมตร ในโคลัมเบีย และประเทศในแถวเส้นรุ้งที่ 20 องศาใต้ เช่นประเทศบราซิล ปกติต้นโกโก้ต้องการปริมาณน้ำฝนที่สม่ำเสมอตลอดปี ในอัตราระหว่าง 1,000-3,000 มิลลิเมตรต่อปี แต่อัตราที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วง 1,500-2,000 มิลลิเมตรต่อปี และฤดูแล้งไม่ควรติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน ในบางแหล่งปลูกที่มีระยะฤดูแล้งไม่ควรติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน ในบางแหล่งปลูกที่มีระยะฤดูแล้วยาวนานติดต่อกัน 3-5 เดือน ควรมีการให้น้ำช่วย ต้นโกโก้โดยธรรมชาติไม่ต้องการแสงแดดมากนัก และโดยมากมักอาศัยร่มเงาจากร่มไม้อื่น ในขณะขนาดต้นยังเล็กอยู่ต้องการแสงน้อยประมาณ 30% เมื่ออายุต้นมากขึ้นต้องการแสงมากขึ้นประมาณ 70% และเมื่อต้นโกโก้เจริญเติบโตเต็มที่มีใบปกคลุมต้นหนาแน่นแล้ว สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแสงแดดจัด แต่ดินปลูกต้องมีความอุดมสมบูรณ์หรือมีการให้ปุ๋ยอย่างพอเพียง Wood (1980) กล่าวว่าต้นโกโก้ต้องการปริมาณของแสงแดดในการเจริญเติบโตทั้งปีในอัตรา 1,110-2,700 ชั่วโมง

                ลักษณะดิน สวนโกโก้ควรมีชั้นดินลึกพอสมควร ระบายน้ำได้ดี มีระดับความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของเนื้อดินประมาณ 6.5 ดินปลูกโกโก้ที่มีระดับ pH ของเนื้อดินต่ำกว่า 5.5 ไม่ค่อยเหมาะสมมากนัก แต่ดินปลูกโกโก้ที่เป็นด่างมากเกินไป อาจทำให้ต้นโกโก้เกิดการขาดธาตุอาหารรอง (micro elements) บางชนิดได้ เช่น เหล็ก สังกะสี และทองแดง แต่พบว่าต้นโกโก้ สามารถทนต่อความเป็นกรด หรือดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ได้ดี ถ้าผิวดินมีอินทรียวัตถุมากพอสมควร และควรมีปริมาณอินทรียวัตถุ ไม่น้อยกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ มีความลาดเอียงของพื้นที่ไม่เกิน 6 เปอร์เซ็นต์ หน้าดินที่เหมาะสมควรลึกเกิน 1 เมตร ระดับน้ำใต้ดินไม่ควรต่ำกว่า 90 เซนติเมตร จากระดับผิวดิน ต้นโกโก้สามารถทนต่อสภาพน้ำท่วมขังติดต่อกันได้นานถึง 5 เดือน กิสณะ (2545) กล่าวว่าใบของต้นโกโก้ที่ร่วงปกคลุมดินเป็นชั้นทับถมกัน ช่วยป้องกันการสูญเสียหน้าดินจากการถูกชะล้างของน้ำได้เป็นอย่างดี สำหรับพื้นที่ปลูกโกโก้ที่เปิดใหม่ ควรทำการปลูกพืชไร่ก่อนเพื่อให้จุลินทรีย์ในดินได้มีเวลาเพิ่มปริมาณเสียก่อน เช่นปล่อยให้เชื้อ Mycorrhiza ในดินเจริญเติบโตเพราะเป็นประโยชน์ต่อต้นโกโก้ เนื่องจากช่วยให้ต้นโกโก้ดูดธาตุฟอสฟอรัสได้ดีเป็นพิเศษ นอกจากนี้ภายหลังการเก็บเกี่ยวควรใช้เปลือกของฝักโกโก้เป็นวัสดุคลุมดินในสวน เป็นการคืนธาตุอาหารแก่ดิน เปลือกโกโก้หนัก 1 ตัน มีธาตุไนโตรเจน ประมาณ 20 กิโลกรัม ธาตุฟอสฟอรัสประมาณ 4 กิโลกรัม และธาตุโปตัสเซียมประมาณ 10 กิโลกรัม โกโก้ที่ปลูกโดยไม่มีร่มเงาบัง ต้องให้ธาตุอาหารแก่ดินมากเป็น 2 เท่า ของโกโก้ที่ปลูกใต้ร่มเงาพืชอื่น แต่ผลผลิตจะเพิ่มเป็น 3 เท่าเช่นกัน  พืชร่มเงาโกโก้ Wood (1980) กล่าวว่าโกโก้เป็นพืชเขตร้อนตามธรรมชาติ พบเจริญเติบโตใต้ร่มเงาไม้ป่าแถบลุ่มน้ำอเมซอน ในอดีตการผลิตช็อกโกแลต ต้องเก็บผลผลิตจากป่าเพื่อนำมาแปรรูปโดยไม่มีการบำรุงรักษาจึงทำให้ต้นโกโก้ให้ผลผลิตต่ำ ต่อมาเมื่อความต้องการของผู้บริโภคในเชิงการค้ามีมากขึ้น จึงเกิดแนวคิดนำต้นโกโก้มาปลูกภายใต้ร่มเงาพืชอื่น เพื่อผลิตโกโก้ในเชิงอุตสาหกรรม กิสณะ (2545) กล่าวว่าปัจจุบันพืชร่มเงาโกโก้แบ่งกว้างๆ ได้ 2 ชนิดคือ

                พืชร่มเงาชั่วคราว พืชร่มเงาชั่วคราวมักเป็นพืชที่ปลูกง่ายโตเร็ว ผลผลิตสามารถนำมาบริโภค และจำหน่ายได้ภายในท้องถิ่น มักมีอายุไม่ยาวนานนัก โดยเฉลี่ยจะมีอายุประมาณ 1 ปี ตัวอย่างเช่น กล้วย มันสำปะหลัง มะละกอ อ้อย และข้าวโพด เกษตรกรรมจะอาศัยพืชร่มเงาชั่วคราว เป็นพืชให้ร่มเงาโกโก้ในช่วงแรกที่ต้นกล้าโกโก้ยังไม่แข็งแรงและตั้งตัวยังไม่ได้ พืชร่มเงาชั่วคราวอาจถูกต้องตัดทิ้งภายหลังต้นโกโก้ตั้งตัวได้แล้ว หรือถูกตัดออกในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังจากนั้นพืชร่มเงาถาวรจะทำหน้าที่ให้ร่มเงาโกโก้ต่อไป

                 พืชร่มเงาถาวร พืชร่มเงาถาวรของสวนโกโก้ ควรเป็นพืชยืนต้นที่มีอายุยืนนานหลายปี ในประเทศผู้ปลูกโกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจ มักจะปลูกพืชร่มเงาถาวรสำหรับเป็นพืชร่มเงาให้ต้นโกโก้ พืชร่มเงาถาวรของต้นโกโก้ในแต่ละประเทศนั้น แตกต่างกันขึ้นกับสภาพแวดล้อมและแหล่งพันธุ์พืชที่สามารถหาได้ในแต่ละประเทศ บางประเทศในแถบเอเชีย นิยมใช้พืชตระกูลถั่ว เช่น แคฝรั่ง ทองหลาง และกระถิน ในอดีตแหล่งปลูกโกโก้บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย นิยมใช้มะพร้าว สะตอ และยางพารา เป็นพืชร่มเงาถาวรให้ต้นโกโก้ ปัจจุบันจากงานวิจัยโกโก้ของสาขาไม้ผล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พบว่าสวนไม้ผลเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สวนลิ้นจี่ ลำไย และมะม่วง ในเขตภาคเหนือ สวนเงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลางสาด และกระท้อน ในเขตภาคกลาง ของประเทศไทย สามารถใช้เป็นพืชร่มเงาถาวรให้กับต้นโกโก้ได้เป็นอย่างดี โดยบริเวณที่ว่างระหว่างต้นระหว่างแถวหรือบริเวณที่ว่างใต้ทรงพุ่ง ของต้นไม้ผลเศรษฐกิจขนาดใหญ่ สามารถปลูกต้นโกโก้ร่วมได้ในลักษณะของเกษตรป่าไม้ โดยต้นโกโก้สามารถอาศัยปัจจัยการผลิตร่วมกับพืชประธานและออกดอกติดผลตลอดปี นอกจากนี้ยังพบว่าต้นมะรุมน้ำมัน พันธุ์ PKM-1 ของมูลนิธิชัยพัฒนา สามารถเป็นพืชร่มเงาถาวรที่ดีของโกโก้

                การปลูกโกโก้ การปลูกโกโก้ทำได้ 3 ระบบ คือ

                  1. การปลูกโกโก้เป็นพืชเชิงเดียว

                  2. การปลูกโกโก้เป็นพืชแซมของพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น

                  3. การปลูกโกโก้เป็นพืชแซมในสภาพป่าธรรมชาติ

                           1. การปลูกโกโก้เป็นพืชเชิงเดียว การปลูกลักษณะเช่นนี้ต้องสร้างร่มเงาชั่วคราวให้ต้นกล้าโกโก้ในระยะปีแรก ขณะที่ต้นกล้าโกโก้ยังไม่แข็งแรง ตั้งตัวยังไม่ได้ภายหลัง เมื่อต้นโกโก้ตั้งตัวได้แล้วพืชร่มเงาชั่วคราว อาจถูกตัดออกหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ต่อจากนั้นพืชร่มเงาถาวรจะทำหน้าที่ให้ร่มเงาโกโก้ต่อไป

                            2. การปลูกโกโก้เป็นพืชแซมของพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น การปลูกลักษณะเช่นนี้ เป็นการปลูกโกโก้ใต้พืชเศรษฐกิจชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือการปลูกโกโก้ใต้ร่มเงาของไม้ผลเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่นปลูกโกโก้ใต้ร่มเงามะพร้าว ลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง ทุเรียน เงาะ ลองกอง ลางสาด และกระท้อน การปลูกโกโก้ลักษณะเช่นนี้พบว่าพืชเศรษฐกิจที่ให้ร่มเงาได้เหมาะสมสำหรับต้นโกโก้ที่โตแล้ว คือ มะพร้าว และมะรุมน้ำมัน เนื่องจากมะพร้าว และมะรุมน้ำมัน เป็นพืชที่ให้ร่มเงาไม่ทึบแสง แดดสามารถส่องผ่านใบมะพร้าว และใบมะรุมน้ำมันได้เกิน 50% จึงสามารถปลูกโกโก้แซมในสวนมะพร้าวและสวนมะรุมน้ำมันได้นานหลายปี โดยไม่ต้องตัดมะพร้าว และมะรุมน้ำมันออก เหมือนพืชอื่น การปลูกโกโก้ใต้ร่มเงามะพร้าว โดยปลูกมะพร้าวใช้ระยะปลูก 9 เมตร และปลูกโกโก้ใช้ระยะปลูก 4.50 เมตร ในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะได้ต้นโกโก้ 57 ต้น ต้นกล้าโกโก้ขณะที่ยังเล็กจะได้ร่มเงาจากมะพร้าวช่วยบังแดดจนเติบโตแข็งแรง การปลูกโกโก้แซมในสวนมะพร้าว ควรขุดหลุมปลูกโกโก้ให้มีขนาดใหญ่กว่าปกติ เพื่อตัดรากมะพร้าวให้ขาด ป้องกันการแย่งปุ๋ยจากต้นโกโก้ที่มีขนาดเล็กอยู่ การปลูกโกโก้เป็นพืชแซมสวนมะพร้าวในประเทศมาเลเซีย ต้นมะพร้าวใช้ระยะปลูก 8-9 เมตร สามารถปลูกต้นโกโก้แซมได้ 2 แถว ระยะปลูก 3x3 เมตร ต้นมะพร้าวควรมีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป เพราะต้นจะสูงโปร่ง แสงแดดผ่านได้เหมาะสม ก่อนการปลูกโกโก้ควรมีไถกลับดินแปลงปลูกเพื่อลดวัชพืช และตัดรากมะพร้าว ทำการพรางแสงให้ต้นกล้าโกโก้ที่ปลูกใหม่ด้วยทางมะพร้าว และนำกาบมะพร้าวคลุมรอบต้นกล้าโกโก้ เพื่อลดการเจริญเติบโตของวัชพืชไม่ให้เข้าใกล้รบกวนต้นกล้าโกโก้ที่ปลูกใหม่ การปลูกโกโก้เป็นพืชแซมในสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากระยะปลูกปกติของพืชทั้งสองชนิดนี้ให้ร่มเงาทึบเกินไป ทำให้ต้นโกโก้เจริญเติบโตทางลำต้นและใบ แต่ให้ผลผลิตไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการปลูกโกโก้เป็นพืชแซมเศรษฐกิจชนิดอื่นต้องคำนึงถึงระยะปลูก และที่ว่างระหว่างต้นระหว่างแถวของพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ที่เป็นพืชประธานหรือพืชหลักด้วย

                           3. การปลูกโกโก้เป็นพืชแซมในสภาพป่าธรรมชาติ เป็นการปลูกโกโก้ภายใต้ร่มเงาจากไม้ป่าธรรมชาติซึ่งมีต้นไม้นานาชนิด ขึ้นปะปนกันทั้งต้นเล็ก และต้นใหญ่ การปลูกโกโก้ลักษณะนี้กระทำได้โดยเริ่มทำความสะอาดพื้นที่ป่าที่จะปลูกแซมด้วยโกโก้ในช่วงฤดูแล้ง โดยทำการตัดต้นไม้ที่ไม่ต้องการ ต้นไม้ที่ไม่เหมาะสมกับโกโก้ เช่น แย่งอาหารต้นโกโก้ พืชที่มีโรคและแมลงศัตรูชนิดเดียวกับโกโก้ พืชที่มีทรงพุ่มหนาทึบไม่เหมาะที่จะเป็นร่มเงาให้โกโก้ และไม้ป่าที่ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ จากนั้นดำเนินการปักหลักทำเครื่องหมายกำหนดจุดปลูกต้นโกโก้ ขุดหลุม และตากดิน เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝน พื้นที่มีความชุมชื้น จึงดำเนินการปลูกโกโก้ ต้นกล้าโกโก้ที่ปลูกควรมีลักษณะดังนี้

1. ต้นกล้าโกโก้ควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 4-6 เดือน หลังจากเพาะเมล็ด

2. ต้นกล้าโกโก้ควรมีความสูงของต้นประมาณ 50-60 เซนติเมตร

3. ต้นกล้าโกโก้ควรมีใบแตกได้ 3 ฉัตร

4. ต้นกล้าโกโก้ควรมีระบบรากสมบูรณ์ ไม่คดงอ ก่อนการปลูกโกโก้ต้องเตรียมหลุมปลูกให้มีความกว้าง x ยาว x ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร ตากหลุมทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน แล้วนำดินบนที่ขุดขึ้นมาผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้ทั่วจากนั้นเกลี่ยลงหลุมให้เต็ม ใช้มีดกรีดตามแนวข้างถุงเพาะชำโกโก้ แล้วดึงถุงพลาสติกออก ระวังอย่าให้ดินที่เพาะต้นโกโก้แตกกระจาย เพราะจะทำให้รากได้รับความกระทบกระเทือน ทำการตัดปลายรากแก้วที่คดงอออกทิ้ง จากนั้นทำการเปิดหลุมแล้วนำต้นกล้าโกโก้ลงปลูกตรงกลางหลุม เกลี่ยดินกลบให้มิด ยึดต้นกล้าโกโก้กับหลักไม้ด้วยเชือกให้แน่น รดน้ำพอชุ่มใช้จอบหรือพลั่วแทงดินในแนวดิ่ง เพื่อตัดรากพืชอื่นที่มีอยู่ในรัศมี 50 เซนติเมตร จากโคนต้นโกโก้ให้ลึกลงไปในดินประมาณ 15 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้รากต้นไม้อื่นเข้ามาทำอันตรายต้นกล้าโกโก้ที่ปลูกใหม่ การปลูกโกโก้โดยทั่วไปใช้ระยะปลูก 3x3 เมตร บางแหล่งปลูกอาจใช้ระยะปลูก 2.50x2.50 เมตร กับต้นกล้าโกโก้สายพันธุ์แท้

         การตัดแต่งกิ่ง ผานิต (2548) กล่าวถึงการตัดแต่งกิ่งโกโก้ว่า มีจุดประสงค์สำคัญคือ

1. เพื่อให้ได้ทรงพุ่มของต้นโกโก้ที่เหมาะสม

2. เพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติงานในสวนโกโก้

3. เพื่อลดการระบาดของโรคและแมลง

4. เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง สมชาย และเสริมศักดิ์ (2533) รายงานไว้ว่า โดยปกติต้นโกโก้ที่ปลูกจากเมล็ดจะเจริญเติบโตเป็นลำต้นเดี่ยวจนถึงอายุประมาณ 12-18 เดือนหลังปลูก หรือที่ระดับความสูงของต้นประมาณ 1.5-2.0 เมตร ต้นโกโก้จะหยุดการเจริญเติบโตทางส่วนสูงระยะหนึ่ง เพื่อสร้างเรือนยอด หรือจุดคาคบ (Jorquette) โดยยอดจะแตกออกเป็นกิ่งแขนงออกไปทางด้านข้างประมาณ 3-5 กิ่ง หลังจากนั้นอีกระยะหนึ่งจะเกิดกิ่งกระโดงบริเวณใต้จุดที่สร้างเรือนยอดหรือจุดคาคบ กิ่งกระโดงใหม่นี้เรียกว่า “ชูพอน (Chupon) ” กิ่งกระโดงใหม่นี้เจริญเติบโตได้ระยะหนึ่งก็จะหยุดเพื่อสร้างเรือนยอดหรือจุดคาคบใหม่ แตกกิ่งข้าง 3-5 กิ่ง เหมือนครั้งแรก ลักษณะเช่นนี้เป็นธรรมชาติของต้นโกโก้ซึ่งเจริญเติบโตเป็นชั้นๆ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้นการตัดแต่งกิ่งโกโก้จึงมีความจำเป็น และสำคัญมากในการสร้างสวนโกโก้ให้มีความอุดมสมบูรณ์และให้ผลผลิตสูง การตัดแต่งกิ่งโกโก้จึงจำเป็นต้องอาศัยเทคนิค และการสังเกตทรงพุ่มต้น โดยยึดหลักการว่าควรให้ทรงต้นโกโก้โปร่งพอดี หลักการในการตัดแต่งดูแลสวนโกโก้ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และให้ผลผลิตสูงอยู่เสมอ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

       1. เมื่อต้นโกโก้มีหน่อเกิดขึ้นบริเวณโคนต้นให้ตัดหน่อหรือกิ่งกระโดง (chupon) ใหม่ ออกให้หมดการตัดแต่งกิ่ง chupon ออกควรทำทุก 2-4 เดือน

       2. เมื่อต้นโกโก้สร้างพุ่มเตี้ยเกินไป จะต้องเลี้ยงหน่อที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นลำต้นใหม่ที่มีขนาดความสูงของเรือนยอดหรือคาคบที่พอเหมาะ

       3. เมื่อต้นโกโก้มีกิ่งแขนงขึ้นสะเปะสะปะภายในทรงพุ่ม ต้องตัดแต่งกิ่งเหล่านั้นเพื่อให้ทรงต้นโปร่ง

       4. เมื่อลำต้นหลักของโกโก้แตกหักหรือยอดถูกทำลายหรือไม่แข็งแรงอาจเกิดจากถูกโรค แมลงเข้าทำลาย ควรตัดออกในระยะที่สูงจากพื้นดิน 20-30 เซนติเมตร ทาแผลด้วยปูนขาวหรือปูนแดง จากนั้นปล่อยให้เกิดหน่อใหม่ และเมื่อหน่อใหม่เจริญเติบโตควรคัดเลือกหน่อที่แข็งแรงที่สุด 2-3 หน่อที่อยู่รอบนอกของต้นโกโก้เดิม แล้วพูนดินรอบๆ โคนต้น และเมื่อแตกทรงพุ่มจึงตัดให้เหลือไว้เพียงหน่อเดียวหรือต้นเดียว

       5. เมื่อยอดโกโก้ถูกทำลาย ให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายออกเพื่อให้แตกหน่อใหม่และเลือกหน่อที่แข่งแรกไว้ 1 หน่อ เพื่อให้เป็นลำต้นใหม่ ส่วนหน่อที่เหลือให้ตัดทิ้ง ในปีแรกของการปลูกควรทำการตัดแต่งกิ่งรอบๆ ทรงต้นของโกโก้ทุก 60 วัน เพื่อช่วยให้ต้นโกโก้เจริญเติบโตและตั้งเรือนยอดหรือจุดคาคบ (Jorquette) ครั้งแรกให้ได้ระดับความสูง 1.5-2.0 เมตร และเป็นการตัดแต่งกิ่งกระโดงที่ 2 (Chupon) ออกด้วย เพราะกิ่งนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของเรือนยอดแรก กรณีเรือนยอดมีกิ่งก้านมากเกินไป ต้องตัดออกบ้างเพื่อให้ทรงพุ่งโปร่ง มีการระบายอากาศแสงแดดสามารถส่องได้ทั่วถึง กิ่งแห้งหรือกิ่งที่เป็นโรค แมลงทำลายควรตัดทิ้งทันที การปฏิบัติดังกล่าวจะช่วยทำให้ต้นโกโก้เจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่ สำหรับต้นโกโก้ที่ให้ผลผลิตแล้ว การตัดแต่งกิ่งครั้งใหญ่จะปฏิบัติเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตชุดใหญ่หมดแล้ว ปัญหาที่เกษตรกรชวนสวนโกโก้ประสบอยู่เสมอในการตัดแต่งกิ่งโกโก้ได้แก่ การเลือกช่วงเวลาของการตัดแต่งไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้ต้นโกโก้ได้แก่ การเลือกช่วงเวลาของการจัดแต่งไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้ต้นโกโก้แตกใบอ่อนออกมาเป็นจำนวนมาก อาหารในต้นถูกดึงไปใช้ส่งผลต่อการติดผลของต้นโกโก้ในฤดูกาลดังกล่าว

          การบริหารจัดการพืชร่มเงาโกโก้ พืชร่มเงาโกโก้เมื่ออายุต้นเพิ่มขึ้น ทรงพุ่มจะขยายใหญ่มากขึ้น และส่งผลให้ต้นโกโก้ได้รับแสงน้อยลง จากการศึกษาของ Wood (1980) แสดงให้เห็นว่าผลผลิตของโกโก้ที่ปลูกภายใต้ร่มเงาที่หนาทึบได้รับแสงแดดน้อย เมื่อนำร่มเงาที่บังต้นโกโก้ออก ผลผลิตของต้นโกโก้จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แต่ไม่แนะนำให้ตัดพืชร่มเงาโกโก้ออกทั้งหมด ในครั้งเดียว เพราะเสียค่าใช้จ่ายสูง และยุ่งยากในการปฏิบัติ วิธีที่เหมาะสมคือ การตัดแต่งกิ่งของพืชร่มเงาออกเพียงบางส่วน ตัวอย่างของการปฏิบัติที่ได้ผลดีคือ ในพืชที่ปลูกต้นทองหลาง Immortells เป็นพืชร่มเงาโกโก้โดยใช้ระยะปลูก 4.2x4.2 เมตร หลังจากปลูกเมื่ออายุ 10-15 ปี ควรกำจัดให้เหลือต้นเว้นต้น ระยะปลูกของพืชร่มเงาจะกลายเป็น 4.20x8.40 เมตร หลังจากนั้นสองปีต่อมาควรกำจัดอีกให้เหลือระยะปลูก 8.40x8.40 เมตร ในการกำจัดพืชร่มเงาโกโก้ ไม่ควรกำจัดโดยใช้มีดตัดโค่น เพราะเมื่อพืชร่มเงาล้มลงมาอาจทำความเสียหายต่อต้นโกโก้ได้ กิสณะ(2545) แนะนำไว้ว่า ควรใช้สารอินทรีย์เข้มข้นกำจัด เพราะพืชร่มเงาจะตายและค่อยๆ ผุ หล่นลงมาสร้างความเสียหายต่อต้นโกโก้ได้น้อยกว่า การลดร่มเงาของพืชร่มเงาโกโก้พร้อมกับการให้ปุ๋ยอินทรีย์แก่ต้นโกโก้เพิ่มขึ้น เป็นวิธีการที่ทำให้ผลผลิตของโกโก้สูงขึ้น นิยมปฏิบัติกันมากในแหล่งปลูกโกโก้ของประเทศบราซิล แต่พืชร่มเงาของโกโก้ควรลดปริมาณลงอย่างช้าๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ต้นโกโก้มีเวลาปรับตัวเข้ากับสภาวะแสดงแดดที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับต้นโกโก้ที่เจริญเติบโตเต็มที่ตั้งตัวได้แล้ว ต้นโกโก้จะสามารถทนแสงแดดจัดได้ โดยต้นโกโก้ที่โตเต็มที่ทรงต้นขยายใหญ่ขึ้น จำนวนใบมีมากขึ้น และใบโกโก้ด้านนอกทรงพุ่มจะทำหน้าที่ช่วยบังแสงแดดให้ใบโกโก้ด้านใน เรียกลักษณะเช่นนี้ว่า “ร่มเงาตัวเอง” (Self shading)”

         แมลงศัตรูสำคัญของโกโก้ ได้แก่

     1. มวนโกโก้ (Mirids) ชื่อวิทยาศาสตร์ Heelopeltis clavifer walk. เป็นแมลงจำพวกปากดูด ตัวโตเต็มที่ ขนาด 4.5-6 มิลลิเมตร ลำตัวสีน้ำตาลดำ หลังมีสีเหลือง หรือสีเขียวส้ม ปีกใสมีเส้นปีกสีดำ ลักษณะเด่นชัด มีหนวดยาวกว่าลำตัวประมาณ 2 เท่า ลักษณะการเข้าทำลาย ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของมวนโกโก้ จะใช้ปากเจาะดูดกินน้ำเลี้ยงจากผลและยอดอ่อนโกโก้ โดยก่อนดูดกินน้ำเลี้ยง มวนโกโก้จะปล่อยน้ำลายลงไปก่อน น้ำลายของมวนโกโก้เป็นพิษต่อเนื้อเยื่อพืช ทำให้เกิดเป็นรอยแผลสีดำเป็นบริเวณกว้าง และเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าทำลายทำให้ผลเน่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน มวนโกโก้ตัวหนึ่งจะดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้เกิดแผลจุดดำได้ถึง 50 จุดต่อวัน นอกจากนี้มวนโกโก้ ยังเข้าทำลายยอดอ่อนของต้นโกโก้ ทำให้ยอดเหี่ยว วิธีการป้องกันกำจัด ตัดแต่งทรงพุ่มต้นให้โปร่ง เพื่อป้องกันการหลบซ่อนของมวนโกโก้ และให้มีการระบายอากาศที่ดี ลดความชื้นในแปลงปลูก การเข้าไปสำรวจสวนโกโก้ทำได้สะดวกรวดเร็ว หรืออาจปลูกพืชล่อ เช่น กระถิน หรือ ถั่ว เมื่อมวนโกโก้รวมตัวกันให้ใช้สวิงดักจับแล้วทำลายทิ้ง อาจใช้ศัตรูธรรมชาติช่วยในการป้องกันกำจัด เช่น มดแดง และจักจั่นเท นอกจากนั้นควรทำลายผลโกโก้ที่ตกค้างเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งขยายพันธุ์ของมวนโกโก้ 

     2. เพลี้ยอ่อน (Aphids) ชื่อวิทยาศาสตร์ Empoasca devastans เป็นแมลงปากดูด ขนาดลำตัว 1มิลลิเมตร ตัวสีน้ำตาลเข้มถึงดำมีทั้งชนิดมีปีก และไม่มีปีก เพลี้ยอ่อนตัวเมียอาจมีลูกได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ วงจรชีวิตประมาณ 3-5 วัน ลักษณะการเข้าทำลาย ตัวอ่อนและตัวแก่ของเพลี้ยอ่อน จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อนโกโก้และผลอ่อนโกโก้ทำให้ผลบิดเบี้ยวเสียรูปทรง วิธีป้องกันกำจัด ตัดแต่งกิ่งและต้นไม่ให้แมลงอาศัย เผาทำลายกำจัดมดที่เป็นพาหะในการแพร่ระบาดของเพลี้ยอ่อน ถ้ามีการระบาดไม่มากนักให้ใช้มือจับบี้หรือขยี้ทิ้ง 

สัตว์ศัตรูโกโก้ ในบางแหล่งปลูกโกโก้ เช่นพื้นที่ป่าเปิดใหม่ หรือแปลงปลูกโกโก้ที่ติดกับชายป่า อาจพบปัญหาการเข้าทำลายผลผลิตจากสัตว์ศัตรูโกโก้เป็นสัตว์ป่า เช่น หนู กระรอก และชะมด ซึ่งเป็นศัตรูพืชที่ทำลายผลผลิต และเป็นปัญหายิ่งกว่าโรค และแมลงเสียอีก สัตว์ศัตรูโกโก้ที่สำคัญได้แก่

1. หนู หนูที่พบมากและทำอันตรายต่อโกโก้ ได้แก่ หนูพุกใหญ่ และหนูท้องขาวบ้าน ลักษณะการทำลาย หนูจะกัดกินผลโกโก้ที่สุกหรือเริ่มจะสุก โดยกัดกินเนื้อและเมล็ดภายใน ลักษณะรอยกัดแทะของหนูจะกว้างกว่ารอยกัดแทะของกระรอก วิธีการป้องกันกำจัด เมื่อสำรวจพบร่องรอยการทำลายของหนู เช่น ทางเดิน มูลหนู เศษซากพืช ให้ใช้เหยื่อพิษ หรือสารกำจัดหนูสำเร็จรูป เช่น สะตอม, คลีแร็ท อัตราการใช้ 40-50 ก้อน/ไร่ วางล่อให้หนูมากินเหยื่อ โดยวางเหยื่อพิษ 6 ครั้งติดต่อกัน ทั้งนี้ 4 ครั้งแรกวางเหยื่อทุก 15 วัน หลังจากนั้นวางเหยื่อห่างกันประมาณ 1 เดือน ถ้าพบว่าสวนโกโก้มีหนูระบาดทำลายผลผลิตมากให้วางเหยื่อ 8-10 ครั้ง หรืออาจใช้วิธีกล เช่น วางกับดัก และซุ่มยิง แต่ควรมีการรักษาความสะอาดรอบบริเวณสวนโกโก้อยู่เสมอ

2. กระรอก และชะมด เป็นสัตว์ฟันแทะ มีอุปนิสัยในการกัดแทะเช่นเดียวกับหนู ลักษณะการทำลาย กระรอกมักทำรังอยู่ที่สูงบนต้นโกโก้ และเลือกทำลายผลโกโก้สุกเท่านั้น รอยแผลที่ทำลายผลโกโก้จะเล็กกว่ารอยกัดแทะของหนู แต่กระรอกจะกัดแทะเมล็ดภายในผลเกือบหมอ วิธีการป้องกันกำจัด รักษาความสะอาดบริเวณสวนโกโก้ และอาณาบริเวณโดยรอบอย่าปล่อยให้มีพุ่มไม้หรือเถาวัลย์ที่พอจะให้กระรอกและชะมดอาศัยทำรังได้ ตัดแต่งกิ่งโกโก้ให้โปร่ง เมื่อพบร่องรอยการทำลายให้ใช้กับดักวางล่อตามร่องรอยที่พบ

          ดัชนีการเก็บเกี่ยวและการเก็บเกี่ยวโกโก้ การเก็บเกี่ยวโกโก้ หมายถึง การปลิดผลสุกสดออกจากต้นโกโก้ และแกะผลสุกเพื่อเอาเมล็ดเปียกออก เมื่อผลโกโก้สุก ผลจะเปลี่ยนสีจากผลดิบสีเขียว จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและผลดิบสีแดงจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้ม การเก็บเกี่ยวผลโกโก้ ควรเก็บเกี่ยวเมื่อผลเริ่มเปลี่ยนสี จึงสุกพอเหมาะ โดยเมื่อโกโก้สุกผลจะเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และผลโกโก้ที่มีสีแดงจะเปลี่ยนเป็นสีส้มเหลือง สอดคล้องกับการศึกษาของ สัณห์ (2556) ที่พบว่าผลโกโก้พันธุ์ Forastero และพันธุ์ลูกผสม I.M. 1 ปลูกบริเวณสาขาไม้ผล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สามารถใช้อายุผลและสีผลเป็นดัชนีการเก็บเกี่ยวได้ โดยควรเก็บเกี่ยวเมื่อผลโกโก้ทั้ง 2 พันธุ์มีอายุผล 180 วัน หลังดอกบานเต็มที่ และสีผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และส้มเหลือง จะให้น้ำหนักผลเฉลี่ย จำนวนเมล็ดเฉลี่ย ขนาดเมล็ดเฉลี่ย น้ำหนักเมล็ดเฉลี่ย และปริมาณน้ำมันของเมล็ดเฉลี่ยสูงสุด และไม่แตกต่างกันทางสถิติ เมื่อนำเมล็ดโกโก้ทั้ง 2 พันธุ์ ไปหมัก และคั่วบดจะให้กลิ่นหอมและรสชาติของช็อกโกแลต ผานิต (2548) แนะนำว่าควรเก็บเกี่ยวโกโก้เมื่อผลเริ่มเปลี่ยนสี เป็นระยะเวลาที่ผลโกโก้สุกพอเหมาะ การเก็บเกี่ยวผลโกโก้เน่าเสียหายออกทิ้งทำลายนอกแปลง นอกจากนี้การเก็บเกี่ยวผลโกโก้ที่ยังแก่ไม่เต็มที่จะเป็นสาเหตุทำให้กระบวนการหมักของเมล็ดไม่สมบูรณ์ อุณหภูมิของการหมักเมล็ดโกโก้สูงช้าและเปอร์เซ็นต์ไขมันของเมล็ดโกโก้ต่ำ เนื่องจากไขมันในเมล็ดโกโก้จะก่อตัวในช่วง 6 สัปดาห์สุดท้ายก่อนผลโกโก้สุกถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ในการเก็บเกี่ยวผลโกโก้ ผลโกโก้จะถูกตัดออกจากต้นโดยใช้กรรไกรชนิดพิเศษที่มีด้ามยาว และต้องตัดอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เกิดความเสียหายกับดอกโกโก้ที่ติดอยู่บนต้นซึ่งจะเจริญเติบโตเป็นผลในรุ่นต่อๆ ไป การเก็บเกี่ยวโกโก้แต่ละครั้งต้องพิจารณาดูว่า ผลผลิตเมล็ดเปียกมีปริมาณมากพอที่จะเข้าสู่กระบวนการหมัก กิสณะ(2545) กล่าวว่าการหมักเมล็ดโกโก้แต่ละครั้งต้องใช้เมล็ดเปียกจำนวน 100 กิโลกรัม สำหรับสวนโกโก้ขนาดเล็ก อาจต้องใช้เวลาเก็บเกี่ยวแต่ละครั้งห่างกันเกิน 1 เดือน เพื่อรวบรวมผลผลิตให้เพียงพอสำหรับหมัก ดังนั้นการปล่อยให้ผลโกโก้สุกรอค้างบนต้นนานๆ ผลผลิตอาจเกิดความเสียหาย จากโรคผลเน่า สัตว์ฟันแทะจำพวก กระรอก หนู กัดกินและอาจพบเมล็ดโกโก้งอกภายในผล

Visitors: 16,096